WWOOF ฟังดูอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยเท่าไหร่นัก อาจจะด้วยชื่อเสียงที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก แต่หากใครที่เคยอยู่ในวงการอาสาสมัครนานาชาติในประเทศไทย เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคงจะเคยได้ยินชื่อโครงการนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย โครงการที่เราสามารถไปอยู่อาศัยในต่างประเทศด้วยงบประหยัด ได้ทั้งเที่ยว ได้ประสบการณ์ แต่ไม่ต้องเสียค่าที่พัก ค่าอาหารเลยสักบาท!
ฟังแบบนี้คนที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศแบบงบจำกัดคงยิ้มใจฟูกันบ้างแล้ว แต่ช้าก่อน! อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะเขาก็มีเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งต้องแลกมากับหยาดเหงื่อแรงงานของเรา แต่จะเป็นแรงงานเถื่อนข้ามชาติผิดกฎหมายหรือไม่ บทความนี้ painaikandee จะพาไปรู้จักตัวโครงการให้เข้าใจแบบกระจ่าง
WWOOF คืออะไร
World Wide Opportunities on Organic Farm หรือ WWOOF เป็นโครงการแลกเปลี่ยนอาสาสมัครนานาชาติที่หลงใหลในการทำการเกษตรอินทรี และผู้ที่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
WWOOF ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1971 หรือประมาณ 50 ปีที่แล้ว กลุ่มคนเล็ก ๆ ในสหราชอาณาจักรที่ต้องการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้วิธีสร้างอาหารด้วยตัวเอง ผ่านประสบการณ์ตรงในฟาร์ม ช่วงก่อนยุคอินเทอร์เน็ต มีการเขียนจดหมายขอเยี่ยมชมฟาร์มทั่วสหราชอาณาจักร ก่อนจะขยายพันธมิตรไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมกว่า 130 ประเทศทั่วโลก

ถ้าจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย มันจะคล้ายกับการที่เราไปทำงานในฟาร์มที่เราเลือกมา โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าที่พักกับอาหาร เพราะเจ้าของบ้านหรือเจ้าของฟาร์มจะเป็นคนจัดเตรียมที่พักและอาหารให้ฟรี แต่เราจะต้องทำงานในฟาร์มแลกเปลี่ยนโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน แน่นอนว่าสิ่งที่วูฟเฟอร์จะได้รับคือประสบการณ์การทำฟาร์มแบบท้องถิ่นของประเทศหรือภูมิภาคที่เราเลือก เช่น เลือกญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้น
รู้จักกับ Host ผู้เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก
Host ก็คือ “เจ้าบ้าน” หรือในที่นี้หมายถึง “เจ้าของฟาร์ม” ผู้ที่สนใจเปิดบ้านต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกที่สนใจเรียนรู้การทำเกษตร การทำฟาร์ม ปศุสัตว์ หรือแม้แต่งานฝีมือได้เข้ามาเรียนรู้ Host จะต้องลงทะเบียนในโครงการ เมื่อมีวูฟเฟอร์คนไหนสนใจจะเข้ามาเรียนรู้ในฟาร์มของตน โฮสต์จะต้องทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี จัดหาที่พัก อาหารให้ครบ 3 มื้อ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ในขณะเดียวกัน ตัวโฮสต์เองจะต้องจัดตารางการทำงานให้แก่วูฟเฟอร์ (แต่ไม่ใช่แรงงานทาสนะ เขามีกำหนดชั่วโมงการทำงานขั้นต่ำไว้อยู่) โฮสต์ส่วนใหญ่มักจัดเตรียมอาหารสำหรับผู้มาเยือน ซึ่งบางบ้านก็จัดให้เฉพาะวันและเวลาทำงาน บางบ้านก็จัดให้ทุกวัน อันนี้ก็แล้วแต่โฮสต์
หน้าที่ของโฮสต์ที่เข้าร่วมโครงการ WWOOF จะต้องสอนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการทำฟาร์มอย่างเต็มใจ เรียกได้ว่าใครจะเป็นโฮสต์ต้องใจกว้างพอสมควร เพราะมันเหมือนกับเปิดบ้านให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาอยู่อาศัยเป็นเดือน หรืออาจจะมากกว่านั้น

ถามว่าแล้วเราสามารถเป็น Host ได้ไหม ตอบเลยว่า ได้จ้า ในประเทศไทยก็มีหลายบ้านที่เข้าร่วมโครงการอยู่ หากบ้านไหนที่ทำการเกษตร หรือเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรกรรม ก็สามารถเปิดบ้านต้อนรับวูฟเฟอร์ได้เช่นกัน ซึ่งในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่โครงการวูฟเท่านั้น แต่ตัวโครงการยังคล้ายกับ VSA โครงการแลกเปลี่ยนอาสาสมัครนานาชาติเช่นกัน แต่เจ้านั้นจะหลากหลายสาขากว่า มีทั้งการทำฟาร์ม ชุมชน โรงเรียน ศาสนา
ลักษณะการท่องเที่ยวแบบ WWOOF เหมาะกับใครบ้าง
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า ใครที่คาดหวังว่าจะมาเที่ยวแบบงบประหยัด เห็นว่าค่าที่พักก็ไม่ต้องเสีย ค่าอาหารก็ไม่ต้องเสีย แถมได้ไปต่างประเทศอีก จะต้องเลยว่านี่อาจจะไม่เหมาะกับคุณ เพราะนี่ไม่ใช่โครงการอยู่ฟรี กินฟรี แล้วเที่ยวแบบชิล ๆ น้า คุณต้องทำงานแลกที่พักกับอาหารจ้า และที่สำคัญโฮสต์ส่วนใหญ่เขาให้แค่ระยะเวลาหรือวันที่คุณทำงาน นั่นหมายความว่า วันไหนที่เป็นวันหยุด แล้วคุณออกไปเที่ยว ก็ต้องเสียค่าอาหารกับที่พักข้างนอกเหมือนกัน
แล้วใครล่ะที่เหมาะ ก็คนที่เขามีจุดประสงค์เพื่อ “เรียนรู้” แท้จริง ความตั้งใจในการค้นหาประสบการณ์จากประเทศที่พวกเขาสนใจ เรียนรู้การทำฟาร์ม และต้องการใกล้ชิดกับวิถีชุมชนท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ โดยมีการท่องเที่ยวมาเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์เสริมเท่านั้น เห็นไหมว่า 2 กลุ่มต่างกัน ดังนั้น การที่คุณจะเข้าร่วมโครงการ WWOOF ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจุดประสงค์คืออะไรกันแน่ ถ้าเป็นแบบแรกโครงการนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ แต่ถ้าเป็นแบบ 2 ก็ใช่เลย
ถามตัวเองก่อนว่า โอเคไหมกับการทำงานหนัก (ก็ไม่หนักเกินไป) แล้วไม่ได้ค่าแรง รับได้ไหมกับการใช้ชีวิตที่อาจไม่สะดวกสบาย
ขั้นตอนการสมัครเป็น WWOOFer ต้องทำอย่างไร
ในขั้นตอนแรกจะต้องเข้าไปยังเว็บไซต์ wwoof.net เราสามารถคลิกที่แผนที่โลกเพื่อหาจุดหมายปลายทางทั่วทุกมุมโลก ค้นหาว่าประเทศนั้นมีการทำฟาร์ม หรือการเรียนรู้อะไรที่ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ จากนั้น เลือกว่าประเทศนั้นมีโฮสต์เข้าร่วมเท่าไหร่ และเป็นหน้าที่ของตัววูฟเฟอร์ที่จะต้องติดต่อพูดคุยกับโฮสต์เอง

ตรงนี้แหละสำคัญ ถ้าพูดคุยตกลงกันโอเคแล้ว ก็ให้ทำการนัดแนะวัน เวลาให้ชัดเจนว่าจะไปเมื่อไหร่ จากนั้น จะต้องเสียค่าเข้าร่วมโครงการ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับประเทศและระยะเวลาที่เข้าร่วม
WWOOF ผิดกฎหมายไหม แล้วเราสามารถเข้าร่วมประเทศไหนได้บ้าง
เชื่อว่านี่คือหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นกังวลมากสุดว่าโครงการนี้มันผิดกฎหมายไหม ความจริงแล้วตัวโครงการเองไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ตัวกิจกรรมอาจผิดกฎหมายได้หากคุณใช้วีซ่าท่องเที่ยวไปทำงาน แม้จะไม่ได้เงินก็ตาม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น ๆ
อีกประเด็นที่หลายคนสงสัยว่า WWOOF มันคือแรงงานข้ามชาติเถื่อนเหมือนผีน้อยไหม ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับแรงงานเลย เพราะเราไม่ได้ไปเป็นแรงงาน เราไปเพื่อเรียนรู้และท่องเที่ยว คิดง่าย ๆ คล้ายกับไปเที่ยวบ้านญาตินั่นแหละ เพียงแต่ประเด็นการใช้วีซ่าท่องเที่ยวไปทำงาน ก็เป็นเรื่องที่ควรระวังอยู่เหมือนกัน
ส่วนถ้าถามว่าประเทศไหนที่สามารถไปวูฟได้ ปัจจุบันมีมากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีให้เห็น แต่ไม่เยอะมากนัก ที่เยอะแบบเห็นได้ชัดเลยคือ “ญี่ปุ่น” น่าจะเป็นประเทศอันดับ 1 ที่เหล่าวูฟเฟอร์ไทยเดินทางไปเยือน เหตุผลเดาไม่ยาก นั่นเป็นเพราะญี่ปุ่นไม่ไกลจากเมืองไทย แถมค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงเท่ายุโรปกับออสเตรเลีย ที่สำคัญวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่เป็นคนเอเชียเหมือนกันมันเข้ากันได้ง่ายกว่า
นอกจากญี่ปุ่นแล้ว นิวซีแลนด์ ยกให้เป็นประเทศอันดับ 2 ที่เหล่าวูฟเฟอร์ให้ความสนใจมากสุด โดยเฉพาะชาวยุโรปน่าจะมีคนไปเป็นวูฟเฟอร์มากกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะนิวซีแลนด์ถือว่าเป็นประเทศดีเด่นด้านการทำฟาร์มและปศุสัตว์อันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งบรรยากาศ ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวก็มีเสน่ห์น่าไปสักครั้ง

สรุป
ส่วนตัวมองว่า WWOOF เป็นโครงการที่ดีโครงการหนึ่งเลยนะ ข้อดีอย่างแรกชัดเจนเลย ใครที่สนใจเกี่ยวกับการทำฟาร์ม สนใจเรียนรู้การปลูกผัก การทำเกษตรกรรม และใกล้ชิดกับวัฒนธรรมท้องถิ่น นี่คือประสบการณ์เดียวในชีวิตที่ต่อให้มีเงินเป็นล้านก็ไม่มีความหมาย ดีต่อสองคือ โอกาสฝึกฝนภาษา อันนี้ชัดเจนมากเลย เพราะทั้งตัวโฮสต์และวูฟเฟอร์ต้องอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้ฝึกการใช้ภาษาในชีวิตจริง เพียงแต่อาจต้องระวังเรื่องการใช้วีซ่าท่องเที่ยวไปทำงานที่คุณอาจต้องศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน
- WWOOF เที่ยวไปทำงานไป เทรนด์การท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดท้องถิ่น - November 29, 2025
- เที่ยวแบบ Slow Life ณ คลองโคน ทานอาหารทะเลสดๆ นอนโฮมสเตย์ - November 25, 2025
- 14 พิกัดทุ่งทานตะวัน 2568 เปิดประตูสู่หน้าหนาว ชมดอกทานตะวันทั่วไทย - November 21, 2025





